วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553
1.อินเทอร์เน็ต (Internet)
คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก คือ เครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย คือ การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย คือ เครือข่ายของเครือข่าย
2.คำศัพท์ต่างๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
คำศัพท์ต่างๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
@ World Wide Web (WWW)
World Wide Web (WWW) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Web เป็นบริการหนึ่งในอินเตอร์เน็ตให้บริการข้อมูล ที่ประกอบด้วย ภาพ ตัวอักษร และเสียง ถือได้ว่า World Wide Web เป็นแหล่งบริการข้อมูลขนาดใหญ่ เหมือนเครือข่ายใยแมงมุม
@ เว็บไซต์ (Web Site)คือ แหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและสื่อประสมต่างๆ (รูปภาพ,เสียง,ข้อความ) ของแต่ละบริษัทหน่วยงาน หรือบุคคลโดยเรียกเอกสารต่างๆ เหล่านั้นว่า Web Page และเรียก WebPage หน้าแรกของแต่ละ Web site ว่า Home Page ซึ่งเจ้าของจะเป็นผู้ดูแลรักษาและปรับปรุงข้อมูลเองโดยเจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเป็นองค์กรของรัฐหรือเอกชน หรือเว็บไซต์ส่วนบุคคลก็ได้
@ เว็บเพจ (Web Page)คือ เอกสารแต่ละหน้าที่เราเปิดดูใน Web Page ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากภาษา HTML ซึ่งเป็นภาษาที่กำหนดรูปแบบและหน้าตาของเว็บเพจ โดยเว็บเพจจะมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นได้ ทำให้การค้นหาข้อมูลทำได้โดยง่าย และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลไปทั้วโลกได้ทันทีในราคาถูกและรวดเร็ว
@ โฮมเพจ (Home Page)คือ หน้าหลักของเว็บเพจทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้พบเห็นก่อนหน้าอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หน้าโฮมเพจของบริษัทซอฟต์แวร์ปาร์ค จำกัด เป็นต้น
@ ลิงค์ (Link)เอกสารของทุกเว็บเพจจะเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์ หมายความว่าภายในเอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) นี้จะเป็นข้อความที่สามารถเชื่อมโยงไปยังรายละเอียดของข้อมูลนั้น โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงไปอาจจะอยู่ในเว็บเพจหน้าเดียวกันหรือ ต่างหน้าก็ได้หรืออาจจะอยู่ภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน หรืออยู่กันคนละเครื่องแต่อยู่ภานในเครือข่ายเดียวกันก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงว่าจะอยู่ไกลกันคนละจังหวัดหรืออยู่กันคนละประเทศ ข้อความที่เป็นส่วนของการเชื่อมโยง (link) จะเป็นข้อความที่ถูกเน้นภายในเว็บไซต์นั้น (ซึ่งโดยมากจะเป็ฯการขีดเส้นใต้) จะให้คุณสามารถท่องไปยังเว็บเพจหน้าต่างๆบนอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่คลิกเมาส์ที่ข้อความดังกล่าวนั้น การเชื่อมโยง (link) อาจอยู่ในรูปของปุ่ม ภาพหรือข้อความ โดยเมื่อเราเลื่อนเมาส์ไปเหนือลิงค์ (link) รูปเมาส์จะเปลี่ยนจากรูปลูกศรเป็นรูปมือ
@ HyperText Markup Language (HTML)เป็นภาษามาตราฐานที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ (Web Page) ซึ่งสามารถ กำหนดการเชื่อมต่อไปยังเว็บเพจ (Web Page) ต่างๆ ได้ โดยใช้ Hyper Text Links นั่นเอง
@ เว็บเบราเซอร์ (Web Browser)เป็นโปรแกรมทีใช้ในการท่องโลก World Wide Web เพื่อดูข้อมูลข่าวสารต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต หรือกล่าวได้ว่าเบราเซอร์ เป็นโปรแกรมใช้เปิดดูเว็บเพจนั่นเอง มีหลายโปรแกรมที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ Microsoft Internet Explorer,Netscape Navigator
@ โปรโตคอล (Protocol)คือ ระเบียบ วิธีการหรือภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่อยู่ในระบบ ซึ่งในอินเตอร์เน็ตนนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายโปรโตคอล (Protocol) ได้แก่
1. Transmission Control Protocol / Internet Protocol (TCP/IP)TC/IP ประกอบด้วย 2 โปรโตคอล คือ TCP และ IP โดยที่
1.1 TCP ทำหน้าที่ส่งข้อมูลจากเครื่องของเราไปยังอินเตอร์เน็ต
1.2 IP เป็นโปรโตคอลที่ใช้สื่อสารกันบนอินเตอร์เน็ต TCP/IP เป็นโปรโตคอลมาตราฐานที่ใช้ติดต่อกันบนอินเตอร์เน็ต
HyperText Transfer Protocol (HTTP) ใช้สำหรับการส่งเอกสารHyperText ที่ถูกเขียนด้วยภาษา HTML จากเครื่องหนึ่งไปแสดงบนเว็บเบราเซอร์ในคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง
2. File Transfer Protocol (FTP)โปรโตคอลนี้จะใช้สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น
3. Post Office Protocol (POP3)โปรโตคอล สำหรับสื่อสารกับ Mail Server เพื่อรับข้อมูลหรือรับ E-mail จาก Mail Server
4. Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)โปรโตคอล สำหรับสื่อสารกับ Mail Server เพื่อส่งข้อมูลหรือส่ง E-Mail จาก Mail Serverให้แก่ผู้รับ
@ Uniform Resource Locator (URL)เป็นรูปแบบการระบุตำแหน่งหรือที่อยู่ของ Resource ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตซึ่ง Resource ในที่นี้หมายถึงไฟล์หรือเอกสารต่างๆ โดย URL แบ่งได้เป็น 3 ส่วนย่อยๆ ดังนี้
Protocol สำหรับระบุถึงโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารของเว็บไซต์
Domain Name ชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์
File Locate ส่วนนี้สำหรับระบุตำแหน่งของไฟล์ที่อยู่ในเว็บไซต์แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ
3.1 Path ระบุถึง Directory ที่เก็บไฟล์ที่ใช้ในเว็บไซต์ของเรา
3.2 File Name ชื่อของไฟล์ที่อ้างถึง
@ Domain Nameเป็นชื่อเรียกที่ใช้เรียกแทน IP Address ต่างๆ ที่เว็บไซต์นั้นๆ เก็บอยู่เพื่อให้ง่ายต่อการจดและเรียกใช้งาน หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยง และการใช้อินเตอร์เน็ต คือ Inter NIC (InternetNetwork Information Center) ผู้จัดการบริการ Domain ได้ทำการจัดตั้ง DNS (Domain Name System)เป็นฐานข้อมูลที่เก็บ และระบบจัดการชื่อลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์เรียกว่า Domain Name Server โดยที่ Serverนี้ทำหน้าที่เป็นดัชนีในการเปิดดูบัญชีหมายเลข IP Address (Lookup) จาก Domain Name ที่รับเข้ามาหรือสรุป
ง่ายๆ ก็คือทำการเปลี่ยนชื่อ Domain ให้เป็น IP Addressนั่นเองส่วนของ Domain Name ประกอบด้วยส่วนที่เป็นการกำหนดประเภทขององค์กรเจ้าของเครือข่ายนอกจากนั้น Inter NIC ยังอนุญาตให้เพิ่มการระบุว่าเครือข่ายหรือองค์กรเจ้าของเครือข่ายอยู่ในประเทศใด และผู้สร้างเครือข่าย สามารถกำหนดชื่อเครือข่ายย่อยที่มีอยู่ลงไว้ใน Domain Name ได้ด้วย ส่วนประกอบย่อยของ Domain Name แยกกันด้วยจุดเช่นเดียวกับ IP Address ตัวอย่างของ Domain Name Domain Name เจ้าของ
www.microsoft.com บริษัทไมโครซอฟต์
www.amazon.com ร้านขายหนังสือ Amazon
www.nontri.ac.th มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Domain Name ประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า "subdomains" ซึ่งมีความหมายดังนี้
ส่วนแรก บอกถึงชนิดของ Server ว่าเป็น WWW server หรือเป็น FTP serverส่วนสอง เป็นชื่อของ Domain ซึ่งมักจะตั้งตามชื่อของบริษัทหรือองค์กรที่เป็นเจ้าของ
ส่วนสาม เป็นส่วนที่ระบุถึงชนิดและสัญชาติของ Domain นั้นๆ เช่น นามสกุลของ Domain Name
คำย่อ คำอธิบาย
.com Commercial Enterprise : บริษัททั่วๆ ไป
.edu หรือ .ac Education : สถาบันการศึกษา
.org Organization : หน่วยงาน หรือ องค์กร
.gov Government : องค์กรทางราชการ
.mil Military : องค์กรทางการทหาร
.net Network Company / Service Provider : บริษัท หรือ หน่วยงานที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่อง Network
ตัวอย่างคำย่อของประเทศ
คำย่อ ประเทศ
.th ประเทศไทย
.jp ประเทศญี่ปุ่น
.uk ประเทศอังกฤษ
.au ประเทศออสเตรเลีย
.sg ประเทศสิงคโปร์
.fr ประเทศฝรั่งเศส
ดังนั้นเมื่อเห็นชื่อของ Domain ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตก็จะทราบถึงประเภทและสัญชาติของ Domain นั้นๆ
ตัวอย่างชื่อของ Domain
www.softwarepark.co.th บริษัทซอฟต์แวร์ปาร์ค จำกัด
www.ksc.co.th บริษัท Internet KSC จำกัด
www.cnbc.com สำนักข่าว CNBC
@ IP Addressเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้รหัสหมายเลขมากำหนดให้แต่ละเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ภานในเครือข่ายที่เชื่อมโยง เรียกหมายเลขเหล่านั้นว่า IP Address หรือ Internet Address ซึ่งการติดต่อสื่อสารบนอินเตอร์เน็ตจะอาศัยหมายเลข IP Address นี้ในการระบุเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางโดย IP Addressประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวน 32บิต แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็ทำการแปลงให้เป็นเลขฐานสิบ ก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนคั่นด้วยจุด ดังนั้น หมายเลขทั้งหมดที่เป็นไปได้ โดยค่าไม่ซ้ำกันคือ 2 หรือเท่ากับ4,294,967,296 จำนวน มีค่าหมายเลขตั้งแต่ 000.000.000.000 จนถึง 255.255.255.255 หมายเลขนี้เองที่อินเตอร์เน็ตใช้กำหนดให้กับเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อ้างอิง IP Address บางหมายเลขสงวนไว้ใช้ด้วยจุดมุ่งหมายกรณีพิเศษทำให้ IP Address ที่ใช้งานทั่วไปลดลงจากจำนวนที่เป็นไปได้ ความหมายของ IP Address จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ใช้เป็นรหัสประจำเครือข่าย (Network Number)
2. กลุ่มที่ใช้เป็นรหัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในเครือข่าย (Host Number)
IP Address ในกลุ่มรหัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถซ้ำกันได้แต่กลุ่มรหัสประจำเครือข่ายจะซ้ำกันไม่ได้ ดังนั้นรหัสเครื่องที่ซ้ำกันจึงไม่มีผลต่อการอ้างอิงถึง นอกจากนี้เพื่อความเหมาะสมในการกำหนด IP Address ให้กับผู้ขอ
ทางผู้บริหารของอินเตอร์เน็ตแบ่ง คลาสของผู้ขอ IP Address ตามขนาดของเครือข่าย เพื่อให้ ทรัพยากรส่วนนี้ถูกใช้อย่าง
คุ้มค่าที่สุด องค์กรขนาดใหญ่ก็จะจัดให้อยู่ในคลาสที่สามารถกำหนด IP Address ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในเครือข่ายได้
มาก การแบ่งคลาส จะแบ่งได้ 5 ระดับ (Class) คือ Class A, Class B, Class C, Class D, Class E แต่ที่ใช้งานในทั่ว
ไปจะมีเพียง 3 ระดับคือ Class A, Class B, Class C ซึ่งแบ่งตามขนาดของเครือข่ายนั่นเอง ในปัจจุบัน IP ที่อยู่ใน
Class A ถูกใช้ในเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน Class B จะใช้กับองค์กรใหญ่ เช่น Nectec ส่วน บริษัทหรือบุคคลทั่วไป
จะใช้ IP ที่อยู่ใน Class C
หมายเลข IP ของ Class A มีตัวแรกเป็น 0 หมายเลขของเครือข่าย (Network number) มีขนาด 7 บิต และมี
หมายเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Host number) ขนาด 24 บิต ทำให้ในหนึ่งเครือข่ายของ Class A สามารถมีคอมพิวเตอร์
เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายได้ถึง ล้านเครื่องได้ เหมาะสำหรับองค์กรหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ใน Class A นี้จะมีหมายเลข
เครือข่ายได้ 128 ตัวเท่านั้นทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าจะมีเครือข่ายยักษ์ใหญ่ได้เพียง 128 เครือข่ายเท่านั้น
สำหรับ Class B จะมีหมายเลขเครือข่ายแบบ 14 บิต และหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 16 บิต ส่วน 2 บิต
แรกบังคับว่าต้องเป็น 102 ดังนั้นจึงสามารถมีจำนวนเครือข่ายที่อยู่ใน Class B ได้ถึง เครือข่ายซึ่งมากกว่า Class
A และสามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในเครือข่าย Class B แต่ละเครือข่ายได้ถึง หรือมากกว่า 65,000 เครื่อง
สำหรับ ClassC จะมีหมายเลขเครือข่ายแบบบ 21 บิต และหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 8 บิต ส่วน 3 บิตแรก
บังคับว่าต้องเป็น 1102 ดังนั้นในเครือข่าย Class C จะมีจำนวนเครื่องต่อเชื่อมได้เพียงไม่เกิน 254 เครื่องในแต่ละเครือข่าย
( แต่หมายเลข 0 และ 255 จะไม่ถูกใช้งาน จึงเหลือเพียง 254) ดังนั้นวิธีสังเกตได้ง่ายๆ ว่าเราเชื่อมต่ออยู่ที่เคตรือข่าย
Class ใดก็สามารถดูได้จาก IP Address ในส่วนหน้า (เช่น Class C สองบิตแรก เป็น 102 เสมอ ) โดย
Class A จะมี Network Address ตั้งแต่ 0 ถึง 127 (จากรูป จะเห็นว่าบิตแรกเป็น 0 เสมอ)
Class B จะมี Network Address ตั้งแต่ 128 ถึง 191 (เพราะสองบิตแรก เป็น 102 เสมอ)
Class C จะมี Network Address ตั้งแต่ 192 ถึง 223 (เพราะสามบิตแรก เป็น 1102 เสมอ)
การกำหนดหมายเลขของเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะแบ่ง IP Address เป็นคลาสทั้ง 5 ประเภทแล้ว
ยังมีข้อกำหนดปลีกย่อยอีกหลายประการที่ผู้วางระบบต้องรู้ไว้ เพื่อที่จะกำหนดแอดเดรสใช้งานได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด ได้แก่
1. IP Address ที่เป็น " 0 " ทุกบิต จะไม่ใช้งานทั่วไป แต่นำไปใช้กับอุปกรณ์หาเส้นทาง (Router) เพื่อกำหนด "Default Route "
2. IP Address ในแต่ละส่วนคือ ส่วนหมายเลขเครือข่ายและส่วนหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็น " 0 " หรือ " 1 " ทุกบิตไม่ได้
2.1 ถ้าส่วนของหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น " 0 " ทุกบิตหมายถึง หมายเลขเครือข่ายนั้นใช้ร่วมงานกับอุปกรณ์หาเส้นทางหรือเพื่อบอกให้เครื่องคอมพิวเตอร์รู้ว่าตัวเองอยู่ในเครือข่ายใด
2.2 ส่วนของหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น " 1 " ทุกชนิด หมายถึง หมายเลขเครือข่ายนั้นใช้สำหรับกระจายข่าวภายในเครือข่าย (Broadcast Address)
2.3 ถ้า IP Address ทั้งสองส่วนเป็น " 1 " ทุกบิต หมายถึง แอดเดรสที่ใช้กระจายข่าวหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งแอดเดรสนี้เข้าสู่ระบบไม่ว่าตนเองอยู่ในเครือข่ายใด
3. IP Address ของคลาส A หมายเลข 127.0.0.0 จะสงวนไว้ใช้งานเฉพาะอย่าง เช่น IPC (Inter-Process Communication)
ตัวอย่าง เช่น IP Address เป็น 147.14.87.23 หมายถึง เครือข่ายนี้จัดอยู่ใน Class B มีหมายเลขประจำเครือข่ายเป็น
147.14 และมีหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายเป็น 87.23 ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย 147.14 จะมีหมายเลขเครื่อง
คอมพิวเตอร์ 87.23 ได้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น
@ Internet Service Provider (ISP)ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) คือบริษัทหรือหน่วยงานที่ตั้งขี้นมาเพื่อให้บริการติดต่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยอาจจะคิดค่าบริการหรือไม่ก็แล้วแต่บริษัทหรือหน่วยงานนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ในเมืองไทย loxinfo,KSC
Internet Thailand เป็นต้น
@ Electronic Mail (E-Mail)อีเมล์คือ จดหมายที่ส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับส่ง หรือตอบกลับข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้ภายใน
ระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งใดในโลกก็ตาม นอกจากนี้คุณยังสามารถแนบเอกสารโปรแกรม ไมโครซอฟเวิร์ด ภาพต่างๆ และสิ่ง
อื่นๆ ที่จำเป็นไปด้วยได้ ตัวอย่างเช่น การส่งจดหมายไปต่างประเทศ ตามปกติต้องเสียค่าใช้จ่ายตามน้ำหนักของจดหมายฉบับนั้นๆ ซึ่งเป็น
ราคาที่สูงพอสมควร แต่การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) นั้น สามารถแนบไฟล์เอกสารต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะข้อความที่
ส่งไปจะถูกแปลงเป็นรหัสสำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วส่งผ่านไปยังสายโทรศัพท์ ผ่านอินเตอร์เน็ตไปเข้าโมเด็มของเครื่องรับ ซึ่งจะแปลงรหัส
ดังกล่าวเป็นข้อความตามที่เราต้องการส่งข้อความให้ ทั้งนี้ในการส่งข้อความต้องระบุที่อยู่ของผู้รับให้ชัดเจน ซึ่งเรียกว่า E-mail Addressมีรูปแบบดังนี้ wpongsuwan@hotmail.com
3.บริการต่าง ๆบนอินเตอร์เน็ต
บริการบนอินเทอร์เน็ตมีหลายประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างบริการบนอินเทอร์เน็ตที่สำคัญดังนี้
1.บริการด้านการสื่อสาร
1.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(electronic mail)
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่าอีเมล์ (E-mail) ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมประจำวันของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งการส่งและรับจดหมาย หรือข้อความถึงกันได้ทั่วโลกนี้จำเป็นจะต้องมีที่อยู่อีเมล์ (e-mail address หรือ e-mail account) เพื่อใช้เป็นกล่องรับจดหมาย ที่อยู่ของอีเมล์จะประกอบ ด้วยส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ ชื่อผู้ใช้ (User name) และชื่อโดเมน(Domain name) ซึ่งเป็นชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรายชื่อของผู้ใช้อีเมล์ โดยชื่อผู้ใช้และชื่อโดเมนจะคั่นด้วยเครื่องหมาย @(อ่านว่า แอ็ท) เช่น Sriprai@sukhothai.siamu.ac.th จะมีผู้ใช้อีเมล์ชื่อ Sriprai ที่มีอยู่อีเมล์ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อ sukhothai ของมหาวิทยาลัยสยาม(siamu) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา (ac) ในประเทศไทย (th)
ในการรับ-ส่งจดหมาย โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ได้มีการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้สำหรับอีเมล์อยู่หลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม Microsoft Outlook Express โปรแกรม Netscape Mail เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับที่อยู่อีเมล์ได้ฟรีจากเว็บไซต์ที่ให้บริการที่อยู่อีเมล์ฟรี เว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จักและนิยม ได้แก่ www.hotmail.com, www.chaiyo.com, www.thaimail.com
โดยทั่วไปแล้ว ส่วนประกอบหลัก ๆ ของอีเมล์จะประกอบด้วยส่วนหัว (header) และส่วนข้อความ (message)
1.2 รายชื่อกลุ่มสนทนา (mailing lists)
mailing lists เป็นกลุ่มสนทนาประเภทหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตที่มีการติดต่อสื่อสารและการส่งข่าวสารให้กับสมาชิกตามรายชื่อและที่อยู่ของสมาชิกที่มีอยู่ ในรายการซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่ม mailing lists ที่แตกต่างกันตามความสนใจจำนวนมาก การเข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มสนทนาประเภทนี้ ผู้ใช้จะต้อง สมัครสมาชิกก่อนด้วยการแจ้งความประสงค์และส่งชื่อและที่อยู่เพื่อการลงทะเบียบไปยัง subscription address ของ mailing lists ตัวอย่าง mailing list เช่น ทัวร์ออนไลน์ (tourbus@listserv.aol.com)กลุ่มสนทนาเรื่องตลก (dailyjoke@lists.ivllage.com)
1.3 กระดานข่าว (usenet)
ยูสเน็ต (usenet หรือ user network) เป็นการรวบรวมของกลุ่มข่าวหรือ newsgroup ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการจะติดต่อและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่น ๆ กลุ่มของ newsgroup ในปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 กลุ่มที่มีความสนใจในหัวข้อที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มผู้สนใจศิลปะ กลุ่มคอมพิวเตอร์ กลุ่มผู้ชื่นชอบภาพยนต์ เป็นต้น
การส่งและรับแหล่งข่าวจาก usenet จะใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข่าวเพื่อไปดึงชื่อของกลุ่มข่าวหรือหัวข้อจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้เข้าไปขอใช้บริการ
เช่นเดียวกับระบบชื่อโดเมน (DNS) กลุ่มข่าวจะมีการตั้งชื่อเพื่อใช้เป็นแบบมาตรฐาน ซึ่งชื่อกลุ่มจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ชื่อหัวข้อกลุ่มข่าวหลัก (major topic) ชื่อกลุ่มข่าวย่อย (subtopic) และประเภทของกลุ่มข่าวย่อย (division of subtopic) ตัวอย่างเช่น
1.4 การสนทนาออนไลน์(On-line chat)
การสนทนาออนไลน์ เป็นบริการหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคุยโต้ตอบกับผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน (real-time) การสนทนาหรือ chat (Internet Relay Chat หรือ IRC)ได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการสนทนาระหว่างบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลสามารถใช้
ภาพกราฟิก ภาพการ์ตูนหรือภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ แทนตัวผู้สนทนาได้ นอกจากการสนทนาแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและไฟล์ได้อีกด้วย
การใช้งาน IRC ผู้ใช้จะต้องติดต่อไปยังเครื่องที่เป็นไออาร์ซีเซิร์ฟเวอร์ (IRC server) ที่มีการแบ่งห้องสนทนาเป็นกลุ่ม ๆ ที่เรียกว่า แชนแนล (channel) โดยผู้ใช้จะต้องมีโปรแกรมเพื่อใช้สำหรับการสนทนา (ซึ่งสามารถดาวน์โหลดฟรีจากอินเทอร์เน็ต) เมื่อผู้ใช้ติดต่อกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้แล้ว ก็จะเลือกกลุ่มสนทนาหรือหัวข้อสนทนาที่สนใจ และเริ่มสนทนาได้ตามความต้องการ ตัวอย่าง โปรแกรมสนทนาออนไลน์ที่นิยมใช้กัน ในปัจจุบัน เช่น ICQ(I Seek You) และ mIRC
คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็ก ๆ มากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก คือ เครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย คือ การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย คือ เครือข่ายของเครือข่าย
2.คำศัพท์ต่างๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
คำศัพท์ต่างๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
@ World Wide Web (WWW)
World Wide Web (WWW) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Web เป็นบริการหนึ่งในอินเตอร์เน็ตให้บริการข้อมูล ที่ประกอบด้วย ภาพ ตัวอักษร และเสียง ถือได้ว่า World Wide Web เป็นแหล่งบริการข้อมูลขนาดใหญ่ เหมือนเครือข่ายใยแมงมุม
@ เว็บไซต์ (Web Site)คือ แหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและสื่อประสมต่างๆ (รูปภาพ,เสียง,ข้อความ) ของแต่ละบริษัทหน่วยงาน หรือบุคคลโดยเรียกเอกสารต่างๆ เหล่านั้นว่า Web Page และเรียก WebPage หน้าแรกของแต่ละ Web site ว่า Home Page ซึ่งเจ้าของจะเป็นผู้ดูแลรักษาและปรับปรุงข้อมูลเองโดยเจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าวอาจจะเป็นองค์กรของรัฐหรือเอกชน หรือเว็บไซต์ส่วนบุคคลก็ได้
@ เว็บเพจ (Web Page)คือ เอกสารแต่ละหน้าที่เราเปิดดูใน Web Page ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากภาษา HTML ซึ่งเป็นภาษาที่กำหนดรูปแบบและหน้าตาของเว็บเพจ โดยเว็บเพจจะมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่นได้ ทำให้การค้นหาข้อมูลทำได้โดยง่าย และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลไปทั้วโลกได้ทันทีในราคาถูกและรวดเร็ว
@ โฮมเพจ (Home Page)คือ หน้าหลักของเว็บเพจทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้พบเห็นก่อนหน้าอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หน้าโฮมเพจของบริษัทซอฟต์แวร์ปาร์ค จำกัด เป็นต้น
@ ลิงค์ (Link)เอกสารของทุกเว็บเพจจะเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์ หมายความว่าภายในเอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) นี้จะเป็นข้อความที่สามารถเชื่อมโยงไปยังรายละเอียดของข้อมูลนั้น โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงไปอาจจะอยู่ในเว็บเพจหน้าเดียวกันหรือ ต่างหน้าก็ได้หรืออาจจะอยู่ภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน หรืออยู่กันคนละเครื่องแต่อยู่ภานในเครือข่ายเดียวกันก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงว่าจะอยู่ไกลกันคนละจังหวัดหรืออยู่กันคนละประเทศ ข้อความที่เป็นส่วนของการเชื่อมโยง (link) จะเป็นข้อความที่ถูกเน้นภายในเว็บไซต์นั้น (ซึ่งโดยมากจะเป็ฯการขีดเส้นใต้) จะให้คุณสามารถท่องไปยังเว็บเพจหน้าต่างๆบนอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่คลิกเมาส์ที่ข้อความดังกล่าวนั้น การเชื่อมโยง (link) อาจอยู่ในรูปของปุ่ม ภาพหรือข้อความ โดยเมื่อเราเลื่อนเมาส์ไปเหนือลิงค์ (link) รูปเมาส์จะเปลี่ยนจากรูปลูกศรเป็นรูปมือ
@ HyperText Markup Language (HTML)เป็นภาษามาตราฐานที่ใช้ในการสร้างเว็บเพจ (Web Page) ซึ่งสามารถ กำหนดการเชื่อมต่อไปยังเว็บเพจ (Web Page) ต่างๆ ได้ โดยใช้ Hyper Text Links นั่นเอง
@ เว็บเบราเซอร์ (Web Browser)เป็นโปรแกรมทีใช้ในการท่องโลก World Wide Web เพื่อดูข้อมูลข่าวสารต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต หรือกล่าวได้ว่าเบราเซอร์ เป็นโปรแกรมใช้เปิดดูเว็บเพจนั่นเอง มีหลายโปรแกรมที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ Microsoft Internet Explorer,Netscape Navigator
@ โปรโตคอล (Protocol)คือ ระเบียบ วิธีการหรือภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่อยู่ในระบบ ซึ่งในอินเตอร์เน็ตนนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายโปรโตคอล (Protocol) ได้แก่
1. Transmission Control Protocol / Internet Protocol (TCP/IP)TC/IP ประกอบด้วย 2 โปรโตคอล คือ TCP และ IP โดยที่
1.1 TCP ทำหน้าที่ส่งข้อมูลจากเครื่องของเราไปยังอินเตอร์เน็ต
1.2 IP เป็นโปรโตคอลที่ใช้สื่อสารกันบนอินเตอร์เน็ต TCP/IP เป็นโปรโตคอลมาตราฐานที่ใช้ติดต่อกันบนอินเตอร์เน็ต
HyperText Transfer Protocol (HTTP) ใช้สำหรับการส่งเอกสารHyperText ที่ถูกเขียนด้วยภาษา HTML จากเครื่องหนึ่งไปแสดงบนเว็บเบราเซอร์ในคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง
2. File Transfer Protocol (FTP)โปรโตคอลนี้จะใช้สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น
3. Post Office Protocol (POP3)โปรโตคอล สำหรับสื่อสารกับ Mail Server เพื่อรับข้อมูลหรือรับ E-mail จาก Mail Server
4. Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)โปรโตคอล สำหรับสื่อสารกับ Mail Server เพื่อส่งข้อมูลหรือส่ง E-Mail จาก Mail Serverให้แก่ผู้รับ
@ Uniform Resource Locator (URL)เป็นรูปแบบการระบุตำแหน่งหรือที่อยู่ของ Resource ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตซึ่ง Resource ในที่นี้หมายถึงไฟล์หรือเอกสารต่างๆ โดย URL แบ่งได้เป็น 3 ส่วนย่อยๆ ดังนี้
Protocol สำหรับระบุถึงโปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารของเว็บไซต์
Domain Name ชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บไฟล์
File Locate ส่วนนี้สำหรับระบุตำแหน่งของไฟล์ที่อยู่ในเว็บไซต์แบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ
3.1 Path ระบุถึง Directory ที่เก็บไฟล์ที่ใช้ในเว็บไซต์ของเรา
3.2 File Name ชื่อของไฟล์ที่อ้างถึง
@ Domain Nameเป็นชื่อเรียกที่ใช้เรียกแทน IP Address ต่างๆ ที่เว็บไซต์นั้นๆ เก็บอยู่เพื่อให้ง่ายต่อการจดและเรียกใช้งาน หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยง และการใช้อินเตอร์เน็ต คือ Inter NIC (InternetNetwork Information Center) ผู้จัดการบริการ Domain ได้ทำการจัดตั้ง DNS (Domain Name System)เป็นฐานข้อมูลที่เก็บ และระบบจัดการชื่อลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์เรียกว่า Domain Name Server โดยที่ Serverนี้ทำหน้าที่เป็นดัชนีในการเปิดดูบัญชีหมายเลข IP Address (Lookup) จาก Domain Name ที่รับเข้ามาหรือสรุป
ง่ายๆ ก็คือทำการเปลี่ยนชื่อ Domain ให้เป็น IP Addressนั่นเองส่วนของ Domain Name ประกอบด้วยส่วนที่เป็นการกำหนดประเภทขององค์กรเจ้าของเครือข่ายนอกจากนั้น Inter NIC ยังอนุญาตให้เพิ่มการระบุว่าเครือข่ายหรือองค์กรเจ้าของเครือข่ายอยู่ในประเทศใด และผู้สร้างเครือข่าย สามารถกำหนดชื่อเครือข่ายย่อยที่มีอยู่ลงไว้ใน Domain Name ได้ด้วย ส่วนประกอบย่อยของ Domain Name แยกกันด้วยจุดเช่นเดียวกับ IP Address ตัวอย่างของ Domain Name Domain Name เจ้าของ
www.microsoft.com บริษัทไมโครซอฟต์
www.amazon.com ร้านขายหนังสือ Amazon
www.nontri.ac.th มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Domain Name ประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า "subdomains" ซึ่งมีความหมายดังนี้
ส่วนแรก บอกถึงชนิดของ Server ว่าเป็น WWW server หรือเป็น FTP serverส่วนสอง เป็นชื่อของ Domain ซึ่งมักจะตั้งตามชื่อของบริษัทหรือองค์กรที่เป็นเจ้าของ
ส่วนสาม เป็นส่วนที่ระบุถึงชนิดและสัญชาติของ Domain นั้นๆ เช่น นามสกุลของ Domain Name
คำย่อ คำอธิบาย
.com Commercial Enterprise : บริษัททั่วๆ ไป
.edu หรือ .ac Education : สถาบันการศึกษา
.org Organization : หน่วยงาน หรือ องค์กร
.gov Government : องค์กรทางราชการ
.mil Military : องค์กรทางการทหาร
.net Network Company / Service Provider : บริษัท หรือ หน่วยงานที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่อง Network
ตัวอย่างคำย่อของประเทศ
คำย่อ ประเทศ
.th ประเทศไทย
.jp ประเทศญี่ปุ่น
.uk ประเทศอังกฤษ
.au ประเทศออสเตรเลีย
.sg ประเทศสิงคโปร์
.fr ประเทศฝรั่งเศส
ดังนั้นเมื่อเห็นชื่อของ Domain ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตก็จะทราบถึงประเภทและสัญชาติของ Domain นั้นๆ
ตัวอย่างชื่อของ Domain
www.softwarepark.co.th บริษัทซอฟต์แวร์ปาร์ค จำกัด
www.ksc.co.th บริษัท Internet KSC จำกัด
www.cnbc.com สำนักข่าว CNBC
@ IP Addressเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้รหัสหมายเลขมากำหนดให้แต่ละเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ภานในเครือข่ายที่เชื่อมโยง เรียกหมายเลขเหล่านั้นว่า IP Address หรือ Internet Address ซึ่งการติดต่อสื่อสารบนอินเตอร์เน็ตจะอาศัยหมายเลข IP Address นี้ในการระบุเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางโดย IP Addressประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวน 32บิต แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็ทำการแปลงให้เป็นเลขฐานสิบ ก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนคั่นด้วยจุด ดังนั้น หมายเลขทั้งหมดที่เป็นไปได้ โดยค่าไม่ซ้ำกันคือ 2 หรือเท่ากับ4,294,967,296 จำนวน มีค่าหมายเลขตั้งแต่ 000.000.000.000 จนถึง 255.255.255.255 หมายเลขนี้เองที่อินเตอร์เน็ตใช้กำหนดให้กับเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อ้างอิง IP Address บางหมายเลขสงวนไว้ใช้ด้วยจุดมุ่งหมายกรณีพิเศษทำให้ IP Address ที่ใช้งานทั่วไปลดลงจากจำนวนที่เป็นไปได้ ความหมายของ IP Address จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ใช้เป็นรหัสประจำเครือข่าย (Network Number)
2. กลุ่มที่ใช้เป็นรหัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในเครือข่าย (Host Number)
IP Address ในกลุ่มรหัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถซ้ำกันได้แต่กลุ่มรหัสประจำเครือข่ายจะซ้ำกันไม่ได้ ดังนั้นรหัสเครื่องที่ซ้ำกันจึงไม่มีผลต่อการอ้างอิงถึง นอกจากนี้เพื่อความเหมาะสมในการกำหนด IP Address ให้กับผู้ขอ
ทางผู้บริหารของอินเตอร์เน็ตแบ่ง คลาสของผู้ขอ IP Address ตามขนาดของเครือข่าย เพื่อให้ ทรัพยากรส่วนนี้ถูกใช้อย่าง
คุ้มค่าที่สุด องค์กรขนาดใหญ่ก็จะจัดให้อยู่ในคลาสที่สามารถกำหนด IP Address ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในเครือข่ายได้
มาก การแบ่งคลาส จะแบ่งได้ 5 ระดับ (Class) คือ Class A, Class B, Class C, Class D, Class E แต่ที่ใช้งานในทั่ว
ไปจะมีเพียง 3 ระดับคือ Class A, Class B, Class C ซึ่งแบ่งตามขนาดของเครือข่ายนั่นเอง ในปัจจุบัน IP ที่อยู่ใน
Class A ถูกใช้ในเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน Class B จะใช้กับองค์กรใหญ่ เช่น Nectec ส่วน บริษัทหรือบุคคลทั่วไป
จะใช้ IP ที่อยู่ใน Class C
หมายเลข IP ของ Class A มีตัวแรกเป็น 0 หมายเลขของเครือข่าย (Network number) มีขนาด 7 บิต และมี
หมายเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Host number) ขนาด 24 บิต ทำให้ในหนึ่งเครือข่ายของ Class A สามารถมีคอมพิวเตอร์
เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายได้ถึง ล้านเครื่องได้ เหมาะสำหรับองค์กรหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ใน Class A นี้จะมีหมายเลข
เครือข่ายได้ 128 ตัวเท่านั้นทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าจะมีเครือข่ายยักษ์ใหญ่ได้เพียง 128 เครือข่ายเท่านั้น
สำหรับ Class B จะมีหมายเลขเครือข่ายแบบ 14 บิต และหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 16 บิต ส่วน 2 บิต
แรกบังคับว่าต้องเป็น 102 ดังนั้นจึงสามารถมีจำนวนเครือข่ายที่อยู่ใน Class B ได้ถึง เครือข่ายซึ่งมากกว่า Class
A และสามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในเครือข่าย Class B แต่ละเครือข่ายได้ถึง หรือมากกว่า 65,000 เครื่อง
สำหรับ ClassC จะมีหมายเลขเครือข่ายแบบบ 21 บิต และหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 8 บิต ส่วน 3 บิตแรก
บังคับว่าต้องเป็น 1102 ดังนั้นในเครือข่าย Class C จะมีจำนวนเครื่องต่อเชื่อมได้เพียงไม่เกิน 254 เครื่องในแต่ละเครือข่าย
( แต่หมายเลข 0 และ 255 จะไม่ถูกใช้งาน จึงเหลือเพียง 254) ดังนั้นวิธีสังเกตได้ง่ายๆ ว่าเราเชื่อมต่ออยู่ที่เคตรือข่าย
Class ใดก็สามารถดูได้จาก IP Address ในส่วนหน้า (เช่น Class C สองบิตแรก เป็น 102 เสมอ ) โดย
Class A จะมี Network Address ตั้งแต่ 0 ถึง 127 (จากรูป จะเห็นว่าบิตแรกเป็น 0 เสมอ)
Class B จะมี Network Address ตั้งแต่ 128 ถึง 191 (เพราะสองบิตแรก เป็น 102 เสมอ)
Class C จะมี Network Address ตั้งแต่ 192 ถึง 223 (เพราะสามบิตแรก เป็น 1102 เสมอ)
การกำหนดหมายเลขของเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะแบ่ง IP Address เป็นคลาสทั้ง 5 ประเภทแล้ว
ยังมีข้อกำหนดปลีกย่อยอีกหลายประการที่ผู้วางระบบต้องรู้ไว้ เพื่อที่จะกำหนดแอดเดรสใช้งานได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด ได้แก่
1. IP Address ที่เป็น " 0 " ทุกบิต จะไม่ใช้งานทั่วไป แต่นำไปใช้กับอุปกรณ์หาเส้นทาง (Router) เพื่อกำหนด "
2. IP Address ในแต่ละส่วนคือ ส่วนหมายเลขเครือข่ายและส่วนหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็น " 0 " หรือ " 1 " ทุกบิตไม่ได้
2.1 ถ้าส่วนของหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น " 0 " ทุกบิตหมายถึง หมายเลขเครือข่ายนั้นใช้ร่วมงานกับอุปกรณ์หาเส้นทางหรือเพื่อบอกให้เครื่องคอมพิวเตอร์รู้ว่าตัวเองอยู่ในเครือข่ายใด
2.2 ส่วนของหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น " 1 " ทุกชนิด หมายถึง หมายเลขเครือข่ายนั้นใช้สำหรับกระจายข่าวภายในเครือข่าย (Broadcast Address)
2.3 ถ้า IP Address ทั้งสองส่วนเป็น " 1 " ทุกบิต หมายถึง แอดเดรสที่ใช้กระจายข่าวหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งแอดเดรสนี้เข้าสู่ระบบไม่ว่าตนเองอยู่ในเครือข่ายใด
3. IP Address ของคลาส A หมายเลข 127.0.0.0 จะสงวนไว้ใช้งานเฉพาะอย่าง เช่น IPC (Inter-Process Communication)
ตัวอย่าง เช่น IP Address เป็น 147.14.87.23 หมายถึง เครือข่ายนี้จัดอยู่ใน Class B มีหมายเลขประจำเครือข่ายเป็น
147.14 และมีหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายเป็น 87.23 ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย 147.14 จะมีหมายเลขเครื่อง
คอมพิวเตอร์ 87.23 ได้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น
@ Internet Service Provider (ISP)ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) คือบริษัทหรือหน่วยงานที่ตั้งขี้นมาเพื่อให้บริการติดต่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยอาจจะคิดค่าบริการหรือไม่ก็แล้วแต่บริษัทหรือหน่วยงานนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ในเมืองไทย loxinfo,KSC
Internet Thailand เป็นต้น
@ Electronic Mail (E-Mail)อีเมล์คือ จดหมายที่ส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรับส่ง หรือตอบกลับข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้ภายใน
ระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งใดในโลกก็ตาม นอกจากนี้คุณยังสามารถแนบเอกสารโปรแกรม ไมโครซอฟเวิร์ด ภาพต่างๆ และสิ่ง
อื่นๆ ที่จำเป็นไปด้วยได้ ตัวอย่างเช่น การส่งจดหมายไปต่างประเทศ ตามปกติต้องเสียค่าใช้จ่ายตามน้ำหนักของจดหมายฉบับนั้นๆ ซึ่งเป็น
ราคาที่สูงพอสมควร แต่การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) นั้น สามารถแนบไฟล์เอกสารต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะข้อความที่
ส่งไปจะถูกแปลงเป็นรหัสสำหรับคอมพิวเตอร์ แล้วส่งผ่านไปยังสายโทรศัพท์ ผ่านอินเตอร์เน็ตไปเข้าโมเด็มของเครื่องรับ ซึ่งจะแปลงรหัส
ดังกล่าวเป็นข้อความตามที่เราต้องการส่งข้อความให้ ทั้งนี้ในการส่งข้อความต้องระบุที่อยู่ของผู้รับให้ชัดเจน ซึ่งเรียกว่า E-mail Addressมีรูปแบบดังนี้ wpongsuwan@hotmail.com
3.บริการต่าง ๆบนอินเตอร์เน็ต
บริการบนอินเทอร์เน็ตมีหลายประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างบริการบนอินเทอร์เน็ตที่สำคัญดังนี้
1.บริการด้านการสื่อสาร
1.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(electronic mail)
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่าอีเมล์ (E-mail) ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมประจำวันของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งการส่งและรับจดหมาย หรือข้อความถึงกันได้ทั่วโลกนี้จำเป็นจะต้องมีที่อยู่อีเมล์ (e-mail address หรือ e-mail account) เพื่อใช้เป็นกล่องรับจดหมาย ที่อยู่ของอีเมล์จะประกอบ ด้วยส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ ชื่อผู้ใช้ (User name) และชื่อโดเมน(Domain name) ซึ่งเป็นชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรายชื่อของผู้ใช้อีเมล์ โดยชื่อผู้ใช้และชื่อโดเมนจะคั่นด้วยเครื่องหมาย @(อ่านว่า แอ็ท) เช่น Sriprai@sukhothai.siamu.ac.th จะมีผู้ใช้อีเมล์ชื่อ Sriprai ที่มีอยู่อีเมล์ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อ sukhothai ของมหาวิทยาลัยสยาม(siamu) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา (ac) ในประเทศไทย (th)
ในการรับ-ส่งจดหมาย โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ได้มีการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้สำหรับอีเมล์อยู่หลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม Microsoft Outlook Express โปรแกรม Netscape Mail เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับที่อยู่อีเมล์ได้ฟรีจากเว็บไซต์ที่ให้บริการที่อยู่อีเมล์ฟรี เว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จักและนิยม ได้แก่ www.hotmail.com, www.chaiyo.com, www.thaimail.com
โดยทั่วไปแล้ว ส่วนประกอบหลัก ๆ ของอีเมล์จะประกอบด้วยส่วนหัว (header) และส่วนข้อความ (message)
1.2 รายชื่อกลุ่มสนทนา (mailing lists)
mailing lists เป็นกลุ่มสนทนาประเภทหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตที่มีการติดต่อสื่อสารและการส่งข่าวสารให้กับสมาชิกตามรายชื่อและที่อยู่ของสมาชิกที่มีอยู่ ในรายการซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่ม mailing lists ที่แตกต่างกันตามความสนใจจำนวนมาก การเข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มสนทนาประเภทนี้ ผู้ใช้จะต้อง สมัครสมาชิกก่อนด้วยการแจ้งความประสงค์และส่งชื่อและที่อยู่เพื่อการลงทะเบียบไปยัง subscription address ของ mailing lists ตัวอย่าง mailing list เช่น ทัวร์ออนไลน์ (tourbus@listserv.aol.com)กลุ่มสนทนาเรื่องตลก (dailyjoke@lists.ivllage.com)
1.3 กระดานข่าว (usenet)
ยูสเน็ต (usenet หรือ user network) เป็นการรวบรวมของกลุ่มข่าวหรือ newsgroup ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการจะติดต่อและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่น ๆ กลุ่มของ newsgroup ในปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 กลุ่มที่มีความสนใจในหัวข้อที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มผู้สนใจศิลปะ กลุ่มคอมพิวเตอร์ กลุ่มผู้ชื่นชอบภาพยนต์ เป็นต้น
การส่งและรับแหล่งข่าวจาก usenet จะใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข่าวเพื่อไปดึงชื่อของกลุ่มข่าวหรือหัวข้อจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้เข้าไปขอใช้บริการ
เช่นเดียวกับระบบชื่อโดเมน (DNS) กลุ่มข่าวจะมีการตั้งชื่อเพื่อใช้เป็นแบบมาตรฐาน ซึ่งชื่อกลุ่มจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ชื่อหัวข้อกลุ่มข่าวหลัก (major topic) ชื่อกลุ่มข่าวย่อย (subtopic) และประเภทของกลุ่มข่าวย่อย (division of subtopic) ตัวอย่างเช่น
1.4 การสนทนาออนไลน์(On-line chat)
การสนทนาออนไลน์ เป็นบริการหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคุยโต้ตอบกับผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน (real-time) การสนทนาหรือ chat (Internet Relay Chat หรือ IRC)ได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการสนทนาระหว่างบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลสามารถใช้
ภาพกราฟิก ภาพการ์ตูนหรือภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ แทนตัวผู้สนทนาได้ นอกจากการสนทนาแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและไฟล์ได้อีกด้วย
การใช้งาน IRC ผู้ใช้จะต้องติดต่อไปยังเครื่องที่เป็นไออาร์ซีเซิร์ฟเวอร์ (IRC server) ที่มีการแบ่งห้องสนทนาเป็นกลุ่ม ๆ ที่เรียกว่า แชนแนล (channel) โดยผู้ใช้จะต้องมีโปรแกรมเพื่อใช้สำหรับการสนทนา (ซึ่งสามารถดาวน์โหลดฟรีจากอินเทอร์เน็ต) เมื่อผู้ใช้ติดต่อกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้แล้ว ก็จะเลือกกลุ่มสนทนาหรือหัวข้อสนทนาที่สนใจ และเริ่มสนทนาได้ตามความต้องการ ตัวอย่าง โปรแกรมสนทนาออนไลน์ที่นิยมใช้กัน ในปัจจุบัน เช่น ICQ(I Seek You) และ mIRC
การสนทนาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันผู้ใช้สามารถใช้สื่อประสม (multimedia) ประกอบด้วย เสียงพูด และภาพเคลื่อนไหว โดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ไมโครโฟน ลำโพง กล้องวีดีโอ และอื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพื่อประสิทธิภาพของการสนทนา ให้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของโปรแกรม ได้มีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อการสนทนาออนไลน์ที่มีคุณภาพ เช่น โปรแกรม Microsoft NetMeeting ที่สามารถสนทนากันไปพร้อม ๆ กับมองเห็นภาพของคู่สนทนาได้ด้วย
1.5 เทลเน็ต (telnet)
เทลเน็ตเป็นบริการที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ระยะไกล โดยจะใช้การจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังใช้งานอยู่ ให้เป็นจอภาพ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ระยะไกลเครื่องนั้น การทำงานในลักษณะนี้ จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในกรณีที่ต้องเดินทางไปใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์ระยะไกล การใช้งานเทลเน็ตจะเป็นการแสดงข้อความตัวอักษร (text mode) โดยปกติการเข้าไปใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ ระยะไกล จำเป็นต้องมีรายชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน แต่ก็มีบางหน่วยงานที่อนุญาติให้เข้าใช้บริการโดยไม่ต้องระบุรหัสผ่านเพื่อ เป็นการให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้าทั่ว ๆ ไป
2.บริการด้านข้อมูลต่าง ๆ
2.1 การขนถ่ายไฟล์(file transfer protocol)
การขนถ่ายไฟล์ หรือที่เรียกสั้น ๆว่า เอฟทีพี (FTP) เป็นบริการที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ทางอินเตอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการไฟล์จะเรียกว่า เอฟทีพีเซิร์ฟเวอร์ (FTP sever หรือ FTP site)
ข้อมูลที่ให้บริการขนถ่ายไฟล์จะมีลักษณะหลายรูปแบบ ได้แก่ ข้อมูลสถิติ งานวิจัย บทความ เพลง ข่าวสารทั่วไป หรือโปรแกรมฟรีแวร์ (freeware) ที่สามารถดาวน์โหลดและใช้โปรแกรมฟรี
ในบางครั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการขนถ่ายไฟล์จะให้บริการเฉพาะบุคคลที่มีบัญชีรายชื่ออยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ก้ฒีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการขนถ่ายไฟล์จำนวนมากอนุญาตให้ผู้ใช้ทั่วไปได้เข้าไปใช้บริการ ถึงแม้ว่าในบางครั้งจะไม่อนุญาต ให้ขนถ่ายไฟล์ทั้งหมดก็ตาม
2.2 โกเฟอร์ (gopher)
เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ให้บริการข้อมูลในลักษณะของการค้นหาจากเมนู(menu-based search) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการข้อมูล โปรแกรมโกเฟอร์พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Minnesota ในปี ค.ศ. 1991 เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการฐานข้อมูลจะเป็นลักษณะของเมนูลำดับชั้น (hierarchy) เพื่อเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่กระจายกันอยู่หลายแหล่งได้
2.3 อาร์ซี (archie)
อาร์ซี เป็นการเข้าใช้บริการค้นหาข้อมูลจากเครื่องแม่ข่ายที่เป็นอาร์ซีเซิร์ฟเวอร์ (archie sever ) ซึ่งเป็นแหล่งที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสถานที่ของข้อมูล จากนั้นก็จะไปค้นข้อมูลโดยตรงจากสถานที่นั้นต่อไป
2.4 WAIS (Wide Area Information Severs)
WAIS เป็นบริการค้นหาข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตที่ได้รวบรวมข้อมูลและดรรชนีสำหรับสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้เพื่อสามารถเข้าไปยังข้อมูลที่ต้องการและสามารถเชื่อมโยงไปยังศูนย์ข้อมูล WAIS อื่นๆ ได้ด้วย
2.5 veronica
veronica ย่อมาจาก very easy rodent-oriented net-wide index to computerized archives เป็นบริการที่รวบรวมข้อมูลเพื่อช่วยอำนวย ความสะดวกในการค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
2.6 การค้นหาข้อมูลโดยใช้เว็บเบราเซอร์
อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายใยแมงมุมที่มีการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก การค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ถ้าผู้ใช้ไม่ทราบที่อยู่ของเว็บไซต์ ก็สามารถค้นหาแหล่งข้อมูลโดยใช้บริการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วปัจจุบันการค้นหาข้อมูลที่ต้องการเป็นเรื่อง ที่กระทำได้สะดวกและรวดเร็ว การพัฒนาเว็บไซต์ที่ช่วยสืบค้นแหล่งข้อมูลที่เรียกว่า เครื่องค้นหา (search engine) ช่วยให้การค้นหาทั้งในรูปของ ข้อความและกราฟิกกระทำได้โดยง่าย เว็บไซต์ที่ช่วยสำหรับการสืบค้นข้อมูลที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ yahoo.com, altavista.com, lycos.com, excite.com, ask.com, infoseek.ccom
4.ประโยชย์และโทษของระบบอินเตอร์เน็ต
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต
ตามที่กล่าวมาแล้วว่า อินเตอร์เน็ต คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่ครอบคลุม ไปทั่วโลก พร้อมกับมีข้อมูลมหาศาล ทุกประเภท ให้เราค้นคว้า และรับส่งข้อมูล ไปมาระหว่างกันได้ ในตอนนี้ จะขอยกตัวอย่างประโยชน์ ของการใช้งานอินเตอร์เน็ต ด้านต่าง ๆ ให้เห็นพอสังเขป
. ในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้ อินเตอร์เน็ต จะทำหน้าที่เหมือนห้องสมุด ขนาดยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอื่นๆ
อีกส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็คือ ประโยชน์การรับส่งข่าวสาร ผู้ใช้ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กตรอนิกส์ หรือ E-mail กับผู้ใช้คนอื่นๆ ทั่วโลก ในเวลาอันรวดเร็ว ได้โดยค่าใช้จ่ายต่ำมาก นอกจากนี้ ยังอาจส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แฟ้มข้อมูล รูปภาพ ข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ที่เป็นภาพและเสียง ได้อีกด้วย
สำหรับด้านธุรกิจและการค้า ช่วยในการซื้อขายสินค้าผ่านคอมพิวเตอร์ เราสามารถเลือกดูสินค้า พร้อมคุณสมบัติผ่านจอคอมพิวเตอร์ของเรา และสั่งซื้อ และจ่ายเงินด้วย บัตรเครดิตได้ทันที ซึ่งนับว่าเป็นความสะดวกสบาย และรวดเร็วมาก สินค้ามีจำหน่าย ทุกประเภท เหมือนห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ เลยทีเดียว
นอกจากนี้ ผู้ใช้ ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ หรือ สนับสนุน ลูกค้าของตน ผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น การตอบคำถาม หรือข้อสงสัยต่าง ๆ ให้คำแนะนำ รวมถึงข่าวสารใหม่ๆแก่ลูกค้าได้
ประโยชน์อินเตอร์เน็ต ที่ผู้ใช้กันมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ ความบันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับหนังสือ ปกติที่เราดูอยู่กันทุกวัน
โทษของอินเตอร์เน็ต
นอกจากนี้ ผู้ใช้ ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ หรือ สนับสนุน ลูกค้าของตน ผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น การตอบคำถาม หรือข้อสงสัยต่าง ๆ ให้คำแนะนำ รวมถึงข่าวสารใหม่ๆแก่ลูกค้าได้
ประโยชน์อินเตอร์เน็ต ที่ผู้ใช้กันมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ ความบันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับหนังสือ ปกติที่เราดูอยู่กันทุกวัน
โทษของอินเตอร์เน็ต
โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic) อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ? หากการเล่นอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณเสียงาน หรือแม้แต่ทำลาย นักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S. Young ได้ศึกษาพฤติกรรม ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างมากเป็นจำนวน 496 คน โดยเปรียบเทียบ กับบรรทัดฐาน ซึ่งใช้ในการจัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) คำว่า อินเตอร์เน็ต ในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ หมายรวมถึง ตัวอินเตอร์เน็ตเอง ระบบออนไลน์ (อย่างเช่น AmericaOn-line, Compuserve, Prodigy) หรือระบบ BBS (Bulletin Board Systems) และการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้ระบุว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต o รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต o มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น o ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้ o รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้ o ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น o หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง o การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก o มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต o ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้ สำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นเกิน 3 ข้อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ายังเป็นปกติ จากการศึกษาวิจัย ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างหนัก 496 คน มี 396 คนซึ่งประกอบไปด้วย เพศชาย 157 คน และเพศหญิง 239 คน เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" ในขณะที่อีก 100 คนยังนับเป็นปกติ ประกอบด้วยเพศชาย และเพศหญิง 46 และ 54 คนตามลำดับ สำหรับผู้ที่จัดว่า "ติดอินเตอร์เน็ต" นั้นได้แสดงลักษณะอาการของการติด (คล้ายกับการติดการพนัน) และการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างหนักเหมือนกับ การเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหาร หรือสุราเรื้อรัง มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ 2. เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content)เรื่องของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยังไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สือ่เหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ o รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต o มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น o ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้ o รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้ o ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น o หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง o การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก o มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต o ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้ 3. ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา o ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ ม้าโทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้น ไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วย o หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง o ระเบิดเวลา : คือรหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น